เหมียวที่ 14 : ครู

posted on 22 Aug 2012 16:36 by cafeayako in notes directory Diary
สวัสดีค่ะ 
 
เอนทรี่นี้มามีแต่ตัวหนังสือ (ก็เป็นทุกเอนทรี่)
แล้วก็... อาจจะดราม่าหน่อย...
 
เห้อ... คือ เราเป็นครูค่ะ ครูสอนภาษาอังกฤษ ธรรมดาๆ ในโลกใบนี้
ชีวิตคลุกคลีอยู่กับเด็ก ก็มีความสุขดี เหนื่อยบ้าง แต่ก็สุขมากกว่าทุกข์นะ
ชีวิตเรื่อยๆ ไม่ได้มีอะไรหรอก ก็อยากเป็นครูมาตั้งแต่เด็ก จนถึงตอน ม. 4
ด้วยความที่เข้าสายวิทย์ แล้วก็เหมือนสภาพแวดล้อมมันจูงเราไป
แล้วเสียดายเกรดตัวเอง แถมหันหน้าไปทางไหน คนนั้นก็อยากเป็นหมอ วิศวะ บลาๆ
 
เรามองตัวเอง ก็เริ่มคิด แล้วเราล่ะ? ก็นั่งหาข้อมูลการเรียนต่อๆๆๆ
จนกระทั่ง มาเจอ คณะเภสัช ภาคอินเตอ (ต้องมี ร์ ไหม?)
ก็เห้ย เรียนเภสัช เป็นภาษาอังกฤษ มันช่างเป็นคณะเด็กวิทย์ ที่เรายังได้เรียนภาษาอังกฤษอยู่ด้วย
ก็เลยเตรียมตัวเองเพื่อที่จะสอบเข้าคณะเภสัชฯ ภาคอินเตอ นี่แหล่ะ
หมดเงินเรียนพิเศษ เรียนติวไป หลายหมื่นบาท
จนมีวิชาเคมี และคณิตศาสตร์(เรียนช่วงปิดเทอม) ที่พอถึงเสาร์-อาทิตย์แล้ว
มันจะไปคาบเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษที่ AUA ของเราพอดีเลย
ก็ทำยังไงดี? คิดไม่ถึงสามวินาทีด้วยซ้ำ... ก็คือโดดวิชาอื่นไปเรียน AUA
พ่อกับแม่ก็ไม่เคยว่าอะไรเลย ให้จัดการเอง ว่าชีวิตควรทำอะไร อยากเรียนอะไร
ปิดเทอมผ่านไป เราสะกิดใจตัวเองเล็กๆ ว่า ทำไม เราไม่ยอมโดดเรียน AUA เลย
คำตอบก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะว่าเราชอบภาษาอังกฤษ 
พอเปิดเทอมไป ก็เหมือนยังมีเวลาให้ได้คิดอยู่อีกเกือบสามเทอมเต็ม 
พอจบ AUA เหลือเวลาให้เรียนเตรียมสอบได้มากมาย ก็พยายามเรียน
เราพยายามเต็มที่กับทุกอย่าง จนอยู่ดีๆ วันหนึ่งมันก็มั่นใจเองจริงๆ ว่าอยากเป็นครู
 
ตอนเราสอบ มันไม่เป็นเหมือนเดี๋ยวนี้ ต้องยอมรับเลยว่าเด็กเดี๋ยวนี้ ดูเครียดขึ้นเยอะ
เรียนกันหนักมาก แถมยังเริ่มเรียนกันตั้งแต่อายุยังนิดเดียว เห็นแล้วก็เหนื่อยตาม
เราก็เลือกลงแอดมิชชั่นแค่ ครู (ทั้ง 4 คณะ) ไม่เคยสัมผัสสอบรับตรงเหมือนเพื่อนฝูง
เพื่อนหยุดไปสอบกัน เราก็หยุดเล่นเกมส์อยู่ที่บ้าน Foot in mouth
ส่วนนึง เป็นเพราะเราหาข้อมูลไม่ดีเองด้วย ว่าครูมันก็มีรับตรง
พอตอนต้องสอบ ความถนัดทางวิชาชีพ ก็สอบแค่ วัดแววครู กับ A-NET ภาษาอังกฤษ
ช่างเป็นการสอบที่ประหยัดเงินดีแท้ เพราะลงสอบไปแค่สองอย่าง (O-NET ต้องสอบอยู่แล้ว)
แล้วก็ยื่นคะแนนผ่านเข้ามาได้อย่างง่ายดาย คะแนนเราก็สูงในระดับที่เราพอใจนะ
สามารถเข้าคณะอื่นๆ ได้ที่มันคะแนนสูงกว่าครู แต่พอดี ไม่ได้อยากไปทางอื่นเลยไม่ได้เลือก
แต่ทำไม คะแนนคณะครู มันถึงได้น้อยอย่างนี้ล่ะ??
 
เด็กหลายคนเลย ชอบมองว่า คณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ เป็นตัวเลือกสุดท้าย
เอาไว้ลงตอนไม่มีอะไรให้เลือก เอาไว้สำรอง...
อย่าว่าแต่คนอื่นไกล เพื่อนๆ ที่เรียนมาด้วยกัน ก็อยากเป็นครูอยู่ไม่เท่าไหร่เอง
พูดทีไร มันก็น่าเสียใจมาก เรารักอาชีพนี้มานาน อยากเป็นด้วยใจจริง
ถึงแม้จะไขว้เขว ไปบ้างกับการตัดสินใจช่วง ม. 4 
 
เราเคยเจอแม้กระทั่งเพื่อนรีทวีตมาว่า
"คณะศึกษา แม่งเป็นคณะที่ไม่ได้ใช้สมอง
หรือความสามารถอะไร ก็เรียนจบมาได้"
 
โหย... เสียใจน้ำตาร่วง เพราะงี้แหล่ะ มันเลยไม่พัฒนาไปในทางไหน
ก็มันเป็นที่ระบบมาตั้งนานแล้ว จะโทษคนรุ่นใหม่ซะหมด ก็ไม่ได้
ก็ ค่าตอบแทนครูมันน้อยจริงๆ แถมงานหนัก กฎเกณฑ์เยอะ
สู้ไปทำงานหนักอย่างอื่นแล้วได้เงินเดือนเยอะกว่าไม่ดีกว่าเหรอ ต้องกินต้องใช้
แถมครูที่เขาเงินเดือนเยอะๆ ก็ต้องทำผลงานยากลำบาก ก็จะได้เงินเดือนเพิ่ม
ไม่ต้องทนลำบากหรอก ดูยังไงมันก็ยากจริงๆ
 
แต่เราก็ยังอยากเป็นครูนะ
 
มันน่าเสียใจ มาก เรื่องเงินเดือนไม่เท่าไหร่หรอก เมืองนอก เค้าจะ 50000+ ก็ปล่อยไป 
แต่ที่เสียใจคือ ระบบการศึกษาบ้านเราอ่อนแอ แถมเปลี่ยนแปลงตามการเมือง
 
ครูที่สอนอยู่มีคุณภาพนะ ผลิตคนได้ดีมาเยอะแล้ว แต่ไม่มีคุณภาพก็เยอะเหมือนกัน
แถมไม่มีจรรยาบรรณในการเป็นครูนี่น่าหนักใจยิ่งกว่า....
 
เคยได้ยินไหม เวลามีคนเป็นครูพูดว่า 
 
"สอนๆ ให้หมดคาบไป"
 
หรือ "
 
สอนๆไป ได้ไม่ได้ช่างมัน"
 
ได้ยินแล้วเสี่ยใจ... ทำไมถึงได้มีคนที่เป็นครูคิดแบบนี้กัน...
 
หรือเพราะ.....
 
ก็ที่เป็นครูอยู่ไม่ได้อยากมาเป็นครูเลยซักนิด...
ก็เพราะว่าเด็กมันไม่ใส่ใจ...
ก็เพราะไม่ได้มีความรักในวิชาชีพ...
 
ก็อะไร ก็ไม่รู้ล่ะ แต่มันไม่ดีเลย...
ถ้าอยากเป็นครู และผ่านการเรียนครูมา น่าจะเข้าใจดี ว่าการเรียนการสอนสำคัญขนาดไหน
บ้านเรา... เหมือนการเป็นครูมันง่ายมากเลยนะ แถมช่องว่างที่มันมีความรั่วไหลเต็มไปหมด
 
เช่นว่า เรียนคณะอื่นมา อยากเป็นครู ไปเรียนเอาวุฒครูต่อ
แล้วประสบการณ์ในการสอนล่ะ เอามาจากไหน?
เพราะกว่าจะประกอบวิชาชีพนี้ได้
 
ถ้าเป็นรุ่นเรียน 4 ปี ก็ฝึกสอนมาเป็นเทอม ถ้าเป็นรุ่นเรียน 5 ปีก็ฝึกสอนมาเป็นปี
 
แถม ช่วงปีอื่นๆ ที่ไม่ได้ฝึกสอนเต็มตัวก็มีการทดลองสอนอยู่เป็นระยะ
ไหนจะจัดงาน จัดค่าย กิจกรรมต่างๆ ที่ฝึกทักษะการสอนมา
 
อย่างเรื่องการเมือง ระบบที่เปลี่ยนตามการเมือง ไม่มีการสานต่อทางการศึกษาให้เห็นผล
หรือการทุจริต เรื่องผลประโยชน์ เช่นว่า
 
ถ้าสมมุติ เราเป็นนักการเมืองใหญ่โต เป็นเจ้าของโรงเรียนเอกชน มหาลัยเอกชน
เราพยายามใช้อำนาจในมือ ยื่นฎีกา หรือสร้างกฎ ให้คนที่ทำงานในที่ทำงานเราได้ผลประโยชน์
เราออกกฎมาให้ ถ้าทำงานมาแล้ว x ปี สามารถสอบเอาใบประกอบวิชาชีพได้
(เราได้ผลประโยชน์ต่อโรงเรียน มหาลัย คนที่ทำงานก็ได้เงินเดือนขึ้นจากวุฒ)
มองๆ ดู อาจไม่มีอะไรเสียหาย ดูเสียหายน้อย...
 
แต่ถ้าเกิดเราทุจริตเข้าไปอีกล่ะ ทำงานมานานไม่ต้องสอบ เอาวุฒครูไปเลยมีประสบการณ์มากพอ
แล้วถ้าเกิดความจริงแล้ว ไม่ได้้ทำงานมานานพอ แต่เราแค่ฝากชื่อเข้าไปล่ะ
 
มีแต่ผลประโยชน์ เข้าตัวเอง คนมันจะดีได้ยังไง
การศึกษาไม่ดีคนจะดีได้ยังไง
เด็กไม่ได้การศึกษาที่ดี เด็กจะเก่งได้ยังไง
 
แค่คิดก็เหนื่อยแล้วเห็นไหม.... ทุกสิ่งทุกอย่างกระทบไปหมดเลย...
 
จบเถอะ...
 
น้องๆ ที่กำลังจะเลือกเรียนต่อ คิดดีๆ นะไม่ว่าคณะอะไร พยายามหาตัวเองให้ได้
หาเจอช้า ยังดีกว่าหาไม่เจอ เขาบอกว่า คนเราจะทำอะไรได้ดี ถ้ารักมัน หรือชอบมัน
 
ไม่อยากเป็นครูแล้วต้องเป็น
ไม่อยากเป็นหมอแล้วต้องเป็น
ไม่อยากเป็นวิศวะแล้วต้องเป็น
 
ไม่อยากเป็นอะไรก็ตามแล้วต้องเป็น
มันจะทำให้ความอยากทำในสิ่งนั้นเหลืออยู่นิดเดียว หรือแทบไม่มีเลย
บางคนมันอาจเลือกไม่ได้จริงๆ เพราะโอกาสของคนเราไม่เท่ากัน
แต่ยังไง ต้องลองพยายามดูนะ
 
 

 
ไปแล้วเหมียว แมวดูเศร้า Tongue out
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

อยากเป็นครูสอนภาษาอังกฤษมากค่ะ เวลายื่นรับตรง คะแนน GAT PAT ของหนูก็ถือว่าดีทีเดียวนะคะ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเรียนสายวิทย์มาแล้วเกรดรวมได้แค่3หน่อยๆ หรือก็คือเกรดสู้สายศิลป์ไม่ได้นั่นเอง T^T 
ถ้าเลือกได้ว่าอนาคตจะทำอาชีพอะไรอย่างมีความสุขไปได้ตลอดชีวิต ก็ขอให้ได้เป็นครูนี่ล่ะค่ะ ขอได้เป็นครูภาษาอังกฤษก็พอ   

#6 By double U (103.7.57.18|115.67.98.228) on 2012-12-22 17:03

ค่ะ คือหนูเข้ามาอ่านดูน่ะค่ะ เอนทรี่ดีจังเลย
ขอบคุณที่เม้นนะคะ double wink
โดยส่วนตัวนะคะ หนูว่าเด็กเดี๋ยวนี้เรียนเพื่อสอบผ่านเท่านั้นล่ะค่ะ
เราต้องเรียนตรงตามหลักสูตรทุกอย่างหากผิดเพี้ยนไปจากหลักสูตรทั้งหมดถือว่าผิดทันที แล้วเดี๋ยวนี้เด็กบางส่วน(ใหญ่)ต้องเรียนเพิ่มเติมเพื่อให้ผลดีขึ้น พอหนูถามว่าไม่อยากเรียนแล้วเรียนทำไมล่ะ เขาตอบมาว่า หางานง่าย
 สำหรับหนูนะถึงจะอยู่ห้องสายวิทย์แต่จริงๆแล้วชอบภาษาค่ะ คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยบังคับให้หนูเรียนในสิ่งที่ไม่อยากเลย อยากเป็นอะไรก็เป็นไป ตั้งใจเรียนในห้องก็พอ ผลที่ออกมาเกรดเฉลี่ยหนูก็คงไม่แย่หรอก(3.51) 
เพราะอย่างนี้หนูเลยไม่เครียดแต่คิดๆแล้วก็เห็นใจเพื่อนๆที่ต้องเรียนหนักๆเหมือนกันนะคะ ความคิดหนูเป็นอย่างนี้แหละไม่รู้ผิดหรือเปล่านะคะ สู้ๆนะคะ confused smile

#5 By OdoriiSP on 2012-11-01 21:22

รักในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่ใช่ 
เป็นกำลังใจให้อย่าได้เศร้าไปนะจ้ะ
โลกนี้ยังมีอีกหลายมุมมอง สู้ๆ surprised smile surprised smile
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
อ่านแล้วรู้สึกดีที่ว่ายังมีคนอยากเป็นครูอยู่ big smile

#3 By zeazon (103.7.57.18|180.180.107.167) on 2012-08-29 16:42

การแนะแนว กับ จูงใจ ผู้ปกครองให้ปลูกฝังเด็ก เป็นสิ่งที่สำคัญในปัจจุบันนะ
ชีวิตคลุกคลีกับวงการสอนพิเศษ(แต่ไม่ได้เป็นครู)เชื่อว่าเด็กหลายคนเดี๋ยวนี้ไม่มีจุดมุ่งหมายอะไรในชีวิต แต่เรียนมากหนักมาก เพราะพ่อแม่สั่งมา!! หลายคนเลยไม่เข้าใจ ความหมายของอาชีพในอนาคตที่ตัวเองอยากทำมากนัก อยากให้พ่อแม่ เลิกให้ลูกเรียนทุกอย่าง อย่างหนักแต่อยากให้เน้นเรียนเฉพาะ สิ่งที่ลูกอยากเป็นจริงๆมากกว่า angry smile  ก็ยากอยู่เนาะ Hot!

#2 By p.cobra on 2012-08-25 02:52

Hot! Hot! Hot!
หากเรารักเราชอบ.. มันจะดึงพลังและความสนใจของเราให้มากขึ้นด้วย^^
big smile big smile big smile